เปิดวางจำหน่ายกันอย่างเป็นทางการแล้วกับ Galaxy S26 Series โดยรุ่นชูโรงอย่าง Galaxy S26 Ultra คือรุ่นที่ได้รับกระแสตอบรับจากตลาดมากที่สุด วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม ก่อนวันจำหน่ายจริง 11 มีนาคม GadGuan ได้รับโอกาสฟังข้อมูลที่น่าสนใจจากคุณสิทธิโชค นพชินบุตร Head of Mobile Marketing Samsung Thailand ที่มาเล่าถึงเรื่องความสำเร็จของ Galaxy S26 Series ให้ฟังดังนี้
ออกตัวได้น่าพอใจ
เรื่องแรกที่การันตีความสำเร็จของ Samsung ได้คือ ยอดจองของ S26 Series สูงกว่า S25 Series ถึง 40% (1.4 เท่า) โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่โตขึ้นถึง 25% ทาง Samsung มองว่า ฐานที่แข็งแรงจาก S23 ที่ทำการตลาดเรื่องคุณภาพกล้อง S24/S25 ที่ทำเรื่อง AI การเพิ่ม Privacy Display ในยุคที่ความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัวกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนให้ความสำคัญ จึงสามารถดึงให้ลูกค้าเลือก S26 Ultra เป็นมือถือเครื่องใหม่
การเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น
ถึง Galaxy S26 Ultra จะราคาสูงขึ้น จากสถาณการณ์ Chip ขาดตลาด อันเนื่องมาจาก กลุ่ม Data Center / AI เป็นผู้ซื้อที่ให้เงินสูงกว่ากลุ่มสินค้า IT บ้าน ๆ อย่างมือถือ คอมพิวเตอร์ไปแล้ว แต่การตอบรับของ Galaxy S26 Ultra ก็ไม่ได้สะดุด ส่วนหนึ่งเพราะระบบ Samsung Finance ที่ทำให้ลูกค้าหลายคนมองว่า ค่าผ่อนเครื่องที่ส่วนต่างระหว่างเครื่องรุ่นล่าง รุ่นกลาง มารุ่นท็อป ห่างกันในหลักร้อยหรือพันต้น เพียงพอให้ลูกค้ารู้สึก ยอมจ่าย แล้วได้ของดีกว่า แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มลูกค้าของรุ่นระดับบนตัวจริง ไม่มีปัญหากับเรื่องราคาอยู่แล้ว
AI ที่เพิ่มทางเลือกมากขึ้น
Perplexity คือสิ่งที่ Samsung เพิ่มเพื่อให้ผู้ใช้งาน สามารถใช้เครื่องใช้เชิง “เฉพาะทาง” ได้มากขึ้น รวมถึงความสามารถของ Galaxy AI ที่ได้รับการยอมรับแล้วว่า การแต่งรูป การจัดการเนื้อหา การแปลภาษา สิ่งต่าง ๆ ที่ให้มาของ Galaxy AI จัดอยู่ในกลุ่ม “ใช้จริงได้” จึงเป็นจุดแข็งที่วางเป็นฐาน โดย Samsung เล่าถึงสถิติว่า Galaxy AI ในส่วนการแต่งรูป คือความสามารถที่คนไทยใช้มากที่สุด รวมถึงคนไทย คือผู้ใช้งาน Galaxy AI สูงที่สุดในอาเซียนทั้งหมดอีกด้วย เมื่อเสริมด้วย Privacy Display แล้ว ช่วยส่งให้ Galaxy S26 Ultra ทำยอดขายช่วงเปิดตัวได้สำเร็จ
ตลาดประเทศไทย คือตลาดใหญ่ของ Ultra
ความสำเร็จของ Galaxy Note ในไทย ตลอดหลายรุ่นที่ผ่านมา ทำให้ Galaxy S ที่รวมความสามารถปากกาไปแล้ว กลายเป็นมือถือตัวเลือกแรก ๆ ของคนไทย จะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา รุ่น Ultra คือยอดขายกว่า 90% ของ Galaxy S Series ในไทย แต่ S26/S26+ ก็มีที่ยืนในตลาดประเทศไทย โดยจับกลุ่มคนที่อยากได้ความสามารถ AI แบบซัมซุง แต่ต้องการขนาดที่ถือง่ายหน่อย
ส่งท้าย
นอกจากนี้ Samsung ยังทิ้งท้ายไว้ถึง Galaxy Buds 4 Series ด้วยว่า การปรับปรุงคุณภาพเสียง เพิ่ม Gesture ศีรษะ ทำให้หูฟังใหม่ชุดนี้ ยอดขายดีกว่า Galaxy Buds 3 Series พร้อมกับสถิติทาง Social ที่ทีมงาน Samsung เก็บมาเล่าได้ว่า ถูกพูดถึงมากกกว่าเดิมถึง 6 เท่า
และ Samsung เอง กำลังอัปเกรดคุณภาพของ Privacy Display ให้ออกมาใช้งานได้คมขึ้น เสถียรขึ้นในอนาคตเช่นกัน
แล้วคุณผู้อ่านคิดว่า Galaxy S26 Ultra ได้รับการตอบรับดีไหม อย่าลืม Comment กันนะครับ