บทความนี้อาจมาแปลกสำหรับผู้อ่านเว็บ GadGuan สักหน่อย แต่โอกาสที่ผมกับทีมได้ไปเจอมา แล้วเอามาเขียนเล่า เป็นสิ่งที่น้อยครั้งมากจะได้โอกาสนี้ นั่นคือการได้เข้าไปชมโรงงานผลิตรถยนต์ สำหรับผมแล้ว รถยนต์ถือเป็น Gadget อีกชิ้นที่ผมชอบ ถึงบางคน อาจเป็นแค่พาหนะสำหรับเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่เอาเป็นว่า ผมชอบ ติดตามเรื่องรถยนต์อยู่เสมอ ถึงไม่เก่งเท่าฝั่งสื่อฯ รถยนต์หลายท่าน หรือกูรูอีกหลายท่านก็ตาม แถมปกติแล้ว โรงงานรถยนต์ หรือโรงงานผลิตสินค้าหลายวงการ ก็ไม่ได้เปิดให้เข้าไปชมกันง่าย ๆ เพราะในนั้นมีความลับหลายอย่างที่ไม่ได้ให้ดูกันง่าย ๆ และสำหรับโรงงานที่ผมได้ไปชมในครั้งนี้ คือ Nissan ประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ถนนเทพรัตน หรือบางนา-ตราด กม.22
การไปชมโรงงาน Nissan ครั้งนี้ ส่วนที่ได้ไปชม คือศูนย์วิจัยพัฒนายานยนต์ ตามด้วยอบรมเทคนิคการขับขี่ที่ถูกต้อง โดยใช้ Nissan X-Trail ขับกันในสนามทดสอบของส่วนวิจัยพัฒนายานยนต์ การได้รับเชิญจากทาง Nissan ครั้งนี้ เป็นการเปิดหูเปิดตา เป็นวันดีอีกวันที่ผมอยากเล่าให้ฟังครับ : )
หมายเหตุ : เนื่องจากขณะเข้าชมส่วนวิจัย ในส่วนดังกล่าวเป็นพื้นที่สงวนของ Nissan ทำให้ภาพถ่ายในส่วนดังกล่าว เป็นภาพถ่ายจากทางทีมงานของ Nissan คัดเลือกมาให้สำหรับใช้ประกอบบทความ
ทำความรู้จักศูนย์วิจัยพัฒนายานยนต์ Nissan

รถยนต์ก็เหมือนสินค้าทุกอย่าง ต้องมีการคิด พัฒนา ปรับบางอย่างให้เหมาะสมกับตลาดแต่ละที่ไปด้วย ประเทศไทย ก็เป็นทั้งตลาดที่ใหญ่ การแข่งขันสูง รวมถึงเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญ ทำให้ Nissan จึงตั้งศูนย์วิจัยที่ไทยเมื่อปี 2003 เพราะสเปคของรถยนต์ Nissan ที่ญี่ปุ่น อาจเหมาะกับที่ญี่ปุ่น แต่ไม่ได้เหมาะกับคนไทยหรือคนในแถบอาเซียนนี้ก็ได้ ตัวอย่างเช่นระบบเบรคอัตโนมัติใน Nissan Note ที่ประเทศไทยเป็นสถานที่ทดสอบความแม่นยำของระบบนี้ได้ดีที่สุด จากลักษณะการจราจร การขับรถของประเทศไทย ทำให้เป็นโจทย์ที่ดีในการทำให้ระบบเบรคอัตโนมัติทำงานแม่นยำก่อนขายจริง
Nissan มีศูนย์วิจัยอยู่ทั่วโลก มีพนักงานที่ทำงานในส่วนนี้กว่า 20,000 ตำแหน่ง สำหรับในภูมิภาคนี้ มีที่ประเทศไทยกับอินโดนิเซีย ทำงานวิจัยทั้งแบรนด์ Nissan กับ Datsun (สำหรับรถราคาถูกในตลาดบางประเทศ) งานในศูนย์วิจัยที่ประเทศไทย จะดูแลงานแผนการเปิดตัว / ส่วนการทดสอบคุณภาพ ความทนทาน ของรถยนต์ก่อนจะวางจำหน่ายจริง / การปรับสเปค อุปกรณ์ รวมถึงหน้าตารถเพื่อทำตลาดต่อในช่วงกลางถึงปลายอายุ (Minorchange) และที่พิเศษกว่าศูนย์วิจัยที่อื่นคือ เป็นศูนย์วิจัยที่มีสนามทดสอบรถภายใน ซึ่งถ้านับนอกญี่ปุ่น ก็มีแค่ที่ไทย / อริโซน่า สหรัฐฯ และ เม็กซิโก
สำหรับการเข้าชมศูนย์วิจัย จะได้ชมงานภายใน 7 จุดได้แก่

การทดสอบการรบกวนคลื่นไฟฟ้า

การเก็บเสียง ระบบไฟส่องสว่างภายใน

ความทนทางช่วงล่าง ความทนทานชิ้นส่วนภายในห้องโดยสาร


ความแข็งแรงของฝากระโปรงหน้า / ฝากระโปรงท้าย

ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์
เครื่องยนต์ ถือเป็นหัวใจที่ทำให้รถยนต์วิ่งได้ การทดสอบส่วนนี้ เครื่องยนต์จะต้องโดนทั้งการเร่งให้อยู่ในรอบสูงค้างไว้นาน ๆ นานพอที่จะทำให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ร้อนจนแดง การทดสอบนี้ รวมถึงทุกสภาพแวดล้อมที่ลดประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ซึ่งเมื่อทดสอบเสร็จตามตารางที่วางไว้ เครื่องยนต์จะถูกแกะมาดูชิ้นส่วนทั้งหมดแบบละเอียดเพื่อตรวจการสึกหรออีกที
ความทนทานชิ้นส่วนเครื่องยนต์
การปล่อยมลพิษ อัตราสิ้นเปลื้อง

E-Power ทิศทางต่อไปของ Nissan

ก่อนจะเข้าไปชมศูนย์วิจัยฯ มีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ Nissan เล่าถึงทิศทางการทำตลาดในภูมิภาคนี้ นั่นคือเรื่องของรถพลังงานไฟฟ้า เกริ่นนำกันเล็กน้อยว่า Nissan Leaf รุ่นแรก (ขายเมื่อปี 2011) ทำยอดขายสะสมถึงเกือบสี่แสนคันทั่วโลก เหนือกว่า Tesla ทุกรุ่นรวมกัน หลังจากปีนี้ไป Nissan จะนำ Note E-Power มาจำหน่ายในประเทศไทย โดยรถรุ่นนี้ เป็นรถไฟฟ้าแบบขยายระยะทางวิ่ง ไม่ต้องชาร์จไฟบ้าน หลักการทำงานคร่าว ๆ รถเติมน้ำมันปกติ แต่เติมน้ำมันเพื่อให้เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร (เครื่องยนต์เดียวกับ March / Almera) ทำหน้าที่ปั่นไฟเช้าแบตเตอรี่ โดยไฟจากแบตเตอรี่ จะเป็นพลังงานต้นทางส่งไปมอเตอร์ในการขับเคลื่อนรถ เครื่องยนต์ที่เติมน้ำมัน จะไม่เกี่ยวอะไรกับการขับเคลื่อนรถยนต์ มลพิษที่ได้จึงต่ำกว่ารถยนต์เครื่องสันดาปปกติไปด้วย
แต่ที่เด็ดสุดคือ ในปีงบประมาณการเงิน 2018 ของบริษัท Nissan Leaf รุ่นที่ 2 มีแผนจะขายใน 7 ประเทศภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคนี้ โดยจะทยอยวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตามความพร้อมของแต่ละประเทศ และจะประกาศกำหนดการอย่างเป็นทางการในภายหลัง นั่นแปลว่า ประเทศไทยอยู่ในแผนวางจำหน่ายแน่นอนเช่นกัน
ขับขี่ปลอดภัย ไม่ได้จำกัดที่ผู้ชาย

หลังจากชมศูนย์วิจัยฯ แล้ว ทานข้าวเที่ยง (ซึ่งอร่อยด้วย) ก็จะรู้สึกเคลิ้ม ๆ นิดหน่อย แต่กิจกรรมรอบบ่าย คือการอบรมขับขี่ปลอดภัย ซึ่งเนื้อหาหลัก ๆ มีสิ่งที่น่าสนใจอยากเอามาเล่าให้ฟังตามนี้ครับ
สิ่งสำคัญของการขับรถให้ปลอดภัย เริ่มที่ตำแหน่งการขับในทุกส่วนของเรา ซึ่งโดยสรุปมีดังนี้

- ท่านั่งที่ถูกต้อง หลังต้องติดเบาะทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเลี้ยว เบรค หรือทำกิจกรรมใด ๆ กับพวงมาลัย สะโพกกับหลังต้องติดเบาะตลอด ปรับความสูงเบาะให้หัวกับเพดานเหลือ 1 กำปั้นพอดี เพื่อให้เห็นทุกอย่างชัดเจนที่สุด ปรับระยะห่างเบาะเข้าไปข้างหน้า เมื่อเหยียบเบรค ต้องงอขาได้ 45 องศา เพื่อให้เบรคได้เต็มกำลัง หากรถชน จะช่วยไม่ให้ขาหัก ปรับเบาะให้หลังตรง เพราะการขับรถแบบเอนเบาะลงไปเล็กน้อย ทำให้มืออยู่สูงกว่าไหล่ จะเกิดการเมื่อยล้าเมื่อขับไกล ๆ และเกิดอาการไหลตัวลงจากเบาะ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน จะบาดเจ็บมากกว่าการนั่งตัวตรง ขณะที่นั่งตัวตรง ไหล่ต้องชิด ยืดมือออกไปแล้ว ข้อมือจับด้านข้างต้องงอได้ หมอนรองศีรษะเพื่อกันคอหักหากโดนชนจากท้าย

- ท่าจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง มองพวงมาลัยเหมือนหน้าปัดนาฬิกา ใช้มือขวาจับที่ 3 นาฬิกา ซ้ายที่ 9 นาฬิกา เพื่อการหมุนที่เต็มที่กว่า เมื่อหมุมพวงมาลัย ไปสุดทาง ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวา แขนต้องห้ามตึง และการจับที่ตำแหน่ง 3 กับ 9 นาฬิกา เพื่อการควบคุมที่แม่นยำในการเลี้ยว



- โดยธรรมชาติของรถยนต์ตอนวิ่ง แรงกดล้อหน้าจะน้อยลงตามความเร็วที่ใช้ การเลี้ยวรถให้ปลอดภัย จึงต้องเข้าด้วยความเร็วที่น้อยกว่าการวิ่งปกติเท่านั้น เพราะทุกครั้งที่ลดความเร็วลง น้ำหนักขณะที่เบรคจะถ่ายไปด้านหน้ารถ ทำให้ล้อหน้ามีการยึดเกาะถนนที่ดีขึ้น แล้วเลี้ยวรถเข้าได้สำเร็จ

- การบรรทุกหนัก จะทำให้หน้ารถลอยขึ้น จุดศูนย์ถ่วงมากขึ้น เมื่อรวมกับการวิ่งของรถไปข้างหน้าที่ลดแรงกดล้อหน้าด้วยแล้ว ความปลอดภัยจะยิ่งน้อยลง เพราะรถวิ่งด้วยอาการโคลงไปทางซ้าย ขวา ตลอดเวลา ตัวอย่างที่เห็นง่ายสุดคือ รถกะบะที่บรรทุกสินค้าเกษตรที่อัดจนล้นรถ ยิ่งบรรทุกมาสูงเท่าไหร่ ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากเท่านั้น

- การเบรครถหนึ่งครั้ง เมื่อคนขับเห็นแล้วว่า “ต้องเบรค” จากที่เห็นจนประมวลผลให้เราขยับเท้าเบรค ในคนที่สติ สมาธิพร้อม จะใช้เวลาที่ 0.8 วินาที ฉะนั้นแล้ว ถ้าขับรถมาที่ความเร็ว 30KM/h แล้วเบรค รถจะมีการไหลไป 9 เมตรก่อนเบรคจริง ถ้าขับเร็วกว่านั้น ระยะไหลก่อนเบรคจริงก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย ฉะนั้นแล้ว การขับรถใกล้รถคันหน้ามากเกินไป จึงไม่ปลอดภัยหากต้องเบรคแบบฉุกเฉิน

- ยางรถยนต์ มีพื้นที่สัมผัสพื้นถนน แทบไม่ต่างกับโปสการ์ดหนึ่งแผ่น ฉะนั้นแล้ว การตรวจสภาพยางให้พร้อมใช้ สำคัญมาก เพราะยางที่ไม่พร้อม ต่อให้ขับไม่เร็ว ก็ทำให้รถเกิดอุบัติเหตุถึงชีวิตได้ แก้มยาง เนื้อยาง ต้องพร้อมใช้ ซึ่งยางรุ่นใหม่ ๆ มีแถบสัญลักษณ์ที่ให้เราเห็นได้ว่า ยางอยู่ในสภาพพร้อมใช้หรือไม่ ในส่วนลมยางเติมให้ถูกต้อง เพื่อการรับน้ำหนัก การเกาะถนนที่เต็มประสิทธิภาพ

- ถุงลมนิรภัย ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เมื่อเกิดการชนหนักมาก หน้าของเราไม่กระแทกกับพวงมาลัยหรือคอนโซลด้านหน้า ไม่ใช่ออกแบบมาเพื่อรองรับตัวคนเต็ม ๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน การสัมผัสกับถุงลมนิรภัยขณะทำงานโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย อันตรายจากการระเบิดของถุงลม สามารถฆ่าเรามากกว่าช่วยเรา และการทำงานของถุงลมนิรภัย จะทำงานต่อเมื่อเกิดการชนแล้วรถหยุดนิ่งจากแรงปะทะ หรือชนแล้วกระเด็นจากแรงปะทะ ทำให้การชนบางรูปแบบ ถุงลมนิรภัยจะไม่ระเบิดออกมาเพื่อความปลอดภัยเช่นกัน

- เบาะนั่งของเด็ก ควรติดตั้งที่เบาะหลังของรถ โดยเบาะของรถที่ขายทุกรุ่นตอนนี้ มีตัวล็อคที่ชื่อ ISOFIX ที่ไว้ยึดกับเบาะนั่งของเด็ก การให้เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี นั่งเบาะสำหรับเด็กที่ถูกต้องตามวัย เพิ่มโอกาสรอดจากอุบัติเหตุมากกว่าการนั่งตามปกติ
ส่งท้าย

บ่ายสี่กว่า ๆ ผมนั่งรถตู้ Nissan Urvan ที่ทาง Nissan จัดมารับ ส่ง ที่สถานีรถไฟฟ้าอุดมสุข ด้วยความรู้สึกแอบเพลียจากการทัวร์ในครั้งนี้ ทั้งนัดเช้า เดินชม รับความรู้และสิ่งใหม่ ๆ เต็มพิกัด เป็นอีกวันที่ผมรู้สึกคุ้มค่าชีวิตอย่างยิ่ง สิ่งที่ผมได้รับจากการชมสถานที่ครั้งนี้ คือการได้เห็นว่า ค่ายรถยนต์ทุกเจ้า มีการวิจัยและทดสอบที่จริงจัง ถึงประสบการณ์ที่ได้รับในการใช้งานจริง อาจไม่ได้เต็มเท่าที่ทดสอบ แต่อย่างน้อย ศูนย์วิจัยฯ ที่ผมได้ไปชมครั้งนี้ ก็พอยืนยันได้ว่า รถยนต์ทุกยีห้อ ก็ใส่ใจในคุณภาพสินค้าตัวเอง เทคโนโลยีในอนาคคอย่างไฟฟ้า หรือความปลอดภัยในการขับขี่ ก็เกิดขึ้นสำเร็จเพราะงานวิจัยเหล่านี้ ผลของการทำงานหนักเหล่านี้ สิ่งเดียวที่ค่ายรถคาดหวังคือ “ความสุขของคนที่ซื้อรถไปใช้” แน่นอนครับ
และอีกสิ่งที่ผมคิดว่า น่าจะใกล้ตัวกับเราที่สุด คือเรื่องของการขับขี่ รถยนต์จะดีแค่ไหน ถ้าการขับขี่ขาดความถูกต้องและเข้าใจในหลักการ รถติด อุบัติเหตุ ปัญหาที่เราเห็นตามข่าว คลิป และ Social ก็คงน้อยลงตามไปด้วย และถ้าคุณผู้อ่านขับรถอยู่แล้ว และเห็นสมัครเรียนขับขี่ถูกต้อง ปลอดภัย สมัครไปเถอะครับ มันช่วยให้เราทำสิ่งต่าง ๆ บนถนนได้ดีขึ้นกว่าแค่การ ติดเครื่องได้ พารถวิ่งไปตามปกติแบบที่ทุกวันทำอยู่ได้เช่นกัน จะผู้ชายหรือผู้หญิง ก็ควรไปเรียนนะครับ เพราะการขับรถนั้น ผู้ชายส่วนใหญ่คิดว่ามั่นใจ แต่จริง ๆ อาจไม่ได้ถูกต้อง ส่วนผู้หญิงเอง เมื่อขับได้ถูกต้อง มั่นใจ ก็จะทำได้ดีไปในตัว และเผลอ ๆ ก็ดีกว่าผู้ชายหลายคนขับรถด้วยซ้ำครับ

ขอบคุณทีมของ TQPR กับ Nissan Motor ประเทศไทย ที่เปิดประสบการณ์ดี ๆ แบบนี้ให้ผมนำมาเล่าให้ผู้อ่าน GadGuan ฟังนะครับ
หวังว่ารอบหน้าจะได้ไปชมส่วนอื่น ๆ กันอีกครับ : )