“บางกอกเคเบิ้ล” หรือ BCC ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดสายไฟฟ้าใต้ดินของไทย คว้างานเมกะโปรเจกต์ MEA และ PEA ลุยติดตั้ง “ระบบสายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้ดิน” ตามแนวรถไฟฟ้าและหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาค ความยาวสายไฟสะสม 720 กม. ชูความพร้อมด้านเทคโนโลยีการผลิตสายไฟฟ้าคุณภาพสูง การันตีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และสถาบันทดสอบทางไฟฟ้าระดับโลก มุ่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของไทยให้มีเสถียรภาพ รองรับการขยายตัวของ Smart City และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พลิกโฉมทัศนียภาพเมือง ยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของคนไทย
นายพงศภัค นครศรี
ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC)
ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้มีบทบาทในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ด้วยการขยายระบบสายไฟฟ้าลงใต้ดินเพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและสร้างทัศนียภาพที่ดีให้กับเมือง โดยล่าสุด BCC ได้รับงานโครงการติดตั้งระบบสายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้ดิน (Underground Cable) ภายใต้โครงการของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ทั้งตามแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สายต่างๆ ทั้งสายสีม่วง สายสีส้ม สายสีเขียว สายสีเหลือง สายสีชมพู และถนนสายสำคัญในหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาค อย่างจังหวัดเชียงราย สุรินทร์ ภูเก็ต และตรัง ซึ่งทยอยส่งมอบเพิ่มในปีนี้ 150 กิโลเมตร รวมเป็นความยาวสายไฟฟ้าสะสม (2023-2026) แล้วกว่า 720 กิโลเมตร ตอกย้ำศักยภาพของ BCC ในฐานะผู้นำตลาดสายเคเบิลและสายไฟฟ้าใต้ดินของประเทศไทย
“ด้วยความเชี่ยวชาญในการผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิลยาวนานกว่า 60 ปี และประสบการณ์ในการบริหารจัดการเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานมาแล้วกว่า 33 โครงการ ทำให้ BCC ได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง เรามีเทคโนโลยีการผลิตที่ตอบโจทย์ ทั้งด้านความปลอดภัย ความทนทาน และประสิทธิภาพสูงสุด โดยออกแบบและผลิตสายไฟฟ้าแบบ Customized ให้ตรงตามความต้องการเฉพาะของแต่ละโครงการ ภายใต้กระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง และผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการส่งมอบงานตรงเวลา และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ” นายพงศภัค กล่าว
ทั้งนี้ BCC ได้ดำเนินการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ครอบคลุมตั้งแต่สายไฟฟ้าแรงดันต่ำ (Low Voltage Cable) สายไฟฟ้าแรงดันปานกลาง (Medium Voltage Cable) ไปจนถึงสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ (Extra High Voltage Cable) 230 กิโลโวลต์ (kV) ซึ่งผลิตจากทองแดงบริสุทธิ์สูง ที่นำไฟฟ้าได้ดีและมีประสิทธิภาพ พร้อมใช้วัสดุคอมปาวด์ (Compound) คุณภาพสูงในการผลิตฉนวนและเปลือกสายไฟ เช่น ครอสลิงค์โพลิเอทิลีน (XLPE) โดยเฉพาะสายไฟฟ้าแรงดันสูง 115 kV และสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ 230 kV ที่ผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานจาก KEMA Labs ซึ่งเป็นสถาบันทดสอบทางไฟฟ้าระดับโลก พร้อมการันตีคุณภาพสายไฟฟ้าและสายเคเบิลตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และสัญลักษณ์ Made in Thailand (MiT) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
นอกจากนี้ BCC ยังตอกย้ำคุณภาพด้วยห้องปฏิบัติการทดสอบทางไฟฟ้าของบริษัท (Extra High Voltage Testing Center) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการทดสอบทางไฟฟ้าขนาดใหญ่ของประเทศไทย รองรับการทดสอบสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ โดยดำเนินงานสอดคล้องตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สอดคล้องกับมาตรฐาน TIS และ IEC เพื่อคุณภาพและความปลอดภัยขั้นสูงสุด
นายพงศภัค กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนผ่านระบบสายไฟฟ้าอากาศสู่ระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) อย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะช่วยจัดระเบียบภูมิทัศน์ของเมืองให้สวยงามน่าอยู่แล้ว ยังเป็นการยกระดับความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ พายุฝน หรือปัจจัยภายนอกที่อาจก่อให้เกิดไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งจะช่วยให้ระบบจ่ายไฟมีความเสถียร และเป็นการวางรากฐานโครงข่ายพลังงานให้พร้อมรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีอัจฉริยะ การขยายระบบขนส่งมวลชน การดำเนินธุรกิจที่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไปพร้อมกัน
“เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้ผลิตสายไฟฟ้าเท่านั้น แต่เรามุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรผู้ร่วมสร้างและผลักดันโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุดให้กับประเทศ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของ Smart City และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว เราพร้อมที่จะพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสายไฟฟ้าและสายเคเบิลไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตแบบยั่งยืน” นายพงศภัค กล่าว
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปิดประมูลเส้นทางการพัฒนาสายไฟฟ้าใต้ดินในเขตเมืองเกาะแนวรถไฟฟ้าสายต่างๆ อย่างต่อเนื่องแล้วหลายสาย โดยยังคงมีแผนขยายไปยังเส้นทางใหม่ๆ อาทิ พื้นที่ฝั่งธนบุรี พื้นที่เกาะแนวรถไฟฟ้าสายสีส้ม บริษัทยังคงมองโอกาสในการพัฒนาโปรดักท์สายไฟฟ้าใต้ดินของบริษัท พร้อมเข้าร่วมประมูลงานใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตทางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย