ตั้งแต่ Samsung ตัดสินใจยุบ Galaxy Note เพื่อดัน Galaxy S ให้สมกับหน้าที่พระเอกของค่าย แล้วดันเทคโนโลยีจอพับให้กลายเป็นพระเอกปลายปีกับ Z Series การได้เห็น Galaxy S22 เป็นต้นมา ถือว่า Samsung ทำสำเร็จแล้ว ทุกอย่างกลมกลืน ทุกอย่างเข้าที่ แต่ผมคิดว่า สองปีหลังกับ S24/S25 ผมคิดว่า Samsung เสมอตัวจากเครดิตที่ดีของ S22 กับ S23 แล้วได้กระแสความสามารถ AI มาช่วยให้คนพอมองข้าม S24/S25 ในบางประเด็นได้
แต่หลังจากที่ได้จับสัมผัสแรกของ Galaxy S26 Ultra ผมขอใช้คำว่า เราได้เครื่องที่น่าคิดถึงแบบ S22/S23 ผสมกับความน่าใช้เชิงลูกเล่นแบบ S24/S25 กลับมาแล้ว
เรื่องแรกคือ ตัวเครื่องบางที่สุด เบาที่สุด ตั้งแต่ยุค Galaxy Note ถูกยุบไปรวมกับ Galaxy S เพราะความหนา 7.9 mm กับน้ำหนัก 214 กรัม ให้สัมผัสที่ดีที่สุดในการจับถือของ Galaxy S ทุกรุ่นจริงๆ แล้วถ้าให้เจาะจงกว่านั้น น้ำหนักของ iPhone 17 Pro Max ที่หนัก 231 กรัม ให้ความต่างในการจับถือที่รู้สึกได้ทันที แน่นอนว่า รอบนี้ Galaxy S26 Ultra เลิกใช้ไทเทเนียน แล้วกลับไปอลูมิเนียม แต่การบริหารน้ำหนักบนมือ ที่แสดงถึงการจัดวางเครื่อง ทำออกมาได้ดีมาก ๆ ขอให้ Samsung รักษาจุดนี้ให้ดี ๆ ที่สำคัญสุดคือ รอบนี้ สีเครื่องทุกเครื่อง สวยแบบไม่กังขาสักสี โดยเฉพาะสีดำ ที่เป็นสีที่ผมเลือกซื้อมือถือก่อน หลังจากดูแย่ใน S24/S25 มารอบนี้ ดำสวยแบบน่าใช้แบบยุค S21/S22/S23 ส่วนสีพิเศษทั้ง Silver Shadow กับ Pink Gold ก็ปรับเฉดจนลงตัวขึ้น ยิ่งสีขาวรอบนี้ เป็นครั้งแรกที่ขาวของ Samsung สูสีความสวยกับขาว iPhone ในความคิดผมได้ซะที
อีกจุดที่น่าสังเกตคือ ด้วยการที่ตัดมุมทั้ง 4 ของเครื่องให้มน ฉะนั้น เวลาใส่ S-Pen กลับเข้าไปขอให้แน่ใจว่าใส่ถูกฝั่งเพราะไม่งั้นปลายปากกาจะไม่โค้งรับกับเครื่องแน่นอน
เรื่องที่สองคือ Privacy Display นี่คือความสามารถที่ดูไม่มีอะไร แต่เป็นครั้งนึงที่ Samsung ทำสิ่งที่ Wow และใช้งานจริงได้ แบบไม่ใข่ลูกล่นอวดเพื่อนรอบเดียวจบ หลักการง่ายๆ คือการทำจอ OLED ให้ปล่อยแสงแค่พิกัดรัศมีของสายตาผู้ใข้งานเท่านั้นที่จะมองเห็น ส่วนคนที่ไม่ได้อยู่ในระนาบสายตา จะเห็นจอเป็นแบบมืดๆ เลือน ๆ โดยผู้ใช้งานไม่เสียคุณภาพของสีจอ การมอง แล้วแถมหยืดหยุ่นกับการใช้งาน เพราะผู้ใช้ตั้งได้ว่า จะเอาหน้าจอไหนบ้างที่ ต้องการความเป็นส่วนตัว เอาทุกจอ เอาแค่ตอนปลดล็อครหัส เอาแค่ App บาง App เอาแค่ส่วนการแจ้งเตือน หรือจะตั้งแบบ Privacy ขั้นสุด ดำระดับ มองไปไม่เห็นอะไรเลยก็ได้ จุดเดียวที่ผมคิดว่าต้องปรับอีกนิดจะลงตัวคือ มีการหรี่แสงลงเมื่อใช้งานแบบชัดเจน ถ้าใครเป็นพวกจับผิด จะมองออกว่า แสงจอแบบมืดไปนิดนึง ผมมองว่า ปรับด้วย Firmware ก็น่าจะได้จอที่แสดงผลความสว่างออกมาดี แต่คุณสมบัติ Privacy ยังครบถ้วนเหมือนเดิม
เรื่องที่สาม คือเรื่องที่ผมเรียกว่า การเมืองของ Andorid นั่นคือการเปิดตัวว่า Galaxy S26 ร่วมกับ Perplexity ในระดับ Software สำหรับผมน่าสนใจกว่า ทุกความสามารถที่ Samsung ขายในนาม Galaxy AI เพราะ Perplexity เป็นการนำพลังของทุก LLM ตัวดัง ๆ ในโลก มาทำงานในแบบของเค้า กล่าวคือ ถ้าการใช้ AI คือการไปห้องสมุด เหล่าบรรดา GPT / Gemini จะให้การแสดงผลออกแนว บอกแค่ หนังสือที่เราต้องการ เล่มไหน อยู่ชั้นอะไร แต่กับ Perplexity คือการนำหนังสือเหล่านั้นมาเสิร์ฟพร้อมสรุปให้เราเข้าใจในทีเดียว ฉะนั้น ผมคิดว่านี่คือเรื่องน่าจับตามาก ที่ Samsung จีบมาได้ก่อน เพื่อทำให้แบรนด์ตัวเอง แตกต่างกว่าในสมรภูมิ AI Phone ที่กลายเป็นศัพท์ใหม่ในตอนนี้ไปแล้ว
เรื่องสุดท้าย ดูเล็กน้อย แต่ผมคิดว่าคนใช้ Samsung คงดีใจมาก ๆ คือการชาร์จไว 60W ในที่สุดก็ข้ามจาก 45W ได้ซะที ถึงไม่ได้ดีสุด เมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ Android ที่ไปกันแถวหลักร้อย แต่อย่างน้อยก็ทำให้การใช้งานจริงลงตัวมากขึ้น โดยถ้าใช้ที่ชาร์จที่แรงพอกับสาย USB-C ที่รองรับ หน้าจอจะขึ้น Superfastcharge 3.0 ให้เอง
สรุป “ลงตัวที่สุดใน Galaxy S ยุคใหม่”
ถ้าไม่นับยุคที่ Galaxy Note คือมือถือที่จัดเต็มกว่าจนไม่รู้จะซื้อ Galaxy S ทำไม วันที่ Samsung รวม Note กับ S จนเป็น Galaxy S ที่มีปากกา Galaxy S26 Ultra ให้เครื่องที่สมกับราคา งานประกอบที่ใช่ หน้าตาที่ลงตัว การจับถือที่ดี พร้อมความสามารถเชิงมือถือตัวท็อปที่ครบ แค่ได้จอ Privacy กล้องที่ขยายรูรับแสงให้ทุกกล้องใช้งานกลางคืนดีกขึ้น AI ที่มีคัวเลือกใช้งานมากขึ้นและชาร์จเร็วในระดับที่รับได้ผมถือว่านี่คือพัฒนการที่ถูกต้องควรจะเป็นของมือถือรุ่นท็อปสักตัวที่จะทำมาขายในตลาด
เหลือแค่ รับได้ไหมกับราคาที่ “แพงขึ้น” จากเหตุผลเชิง Supply การผลิตก็ตาม